เป๊ปชี้ชัดๆ แมนซิตี้ชวดแชมป์เพราะด้อยกว่าลิเวอร์พูลตรงไหน?

โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯ ซิตี้ ระบุ จุดแตกต่างอย่างมากระหว่างทีมของตนกับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้คืออีกฝ่ายมีความมุ่งมั่นในการเล่นเกมลีกที่สูงมากๆ ชี้ ที่จริงแนวทางการเล่นมันไม่ได้แย่เลย
    โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมรับว่าฤดูกาลนี้ทีมของตนไม่ได้ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยความมุ่งมั่นมากเท่าที่ควร ซึ่งต่างกับ ลิเวอร์พูล อย่างมาก

    2 ฤดูกาลก่อน แมนฯ ซิตี้ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนได้แชมป์ลีกไปครองทั้ง 2 หน รวมถึงเก็บคะแนนรวมได้ 198 คะแนน อย่างไรก็ตาม ซีซั่นนี้พวกเขาทำแต้มหล่นเองหลายนัด สวนทางกับ ลิเวอร์พูล ที่เล่นในลีกได้ดุดันตลอดทั้งซีซั่น จนทำให้ "หงส์แดง" ได้แชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    กวาร์ดิโอล่า เผยว่า "ผมคิดว่าฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และผมก็อยากจะแสดงความยินดีกับพวกเขา เราไม่มีความคงเส้นคงวาเหมือนเมื่อฤดูกาลก่อนๆ ที่เราเล่นเหมือนเครื่องจักรได้ในทุกวัน ซีซั่นนี้เราแพ้หลายเกม และเมื่อคุณแพ้หลายนัดในการลุ้นแชมป์แข่งกับคู่ต่อสู้แบบนี้แล้วน่ะ มันก็เป็นไปไม่ได้เลย (ที่จะได้แชมป์) แต่ที่จริงถ้าดูเฉพาะแนวทางการเล่นก็ถือว่าเราทำได้ดีแล้ว ผมไม่นึกเสียใจกับแนวทางการเล่นที่เราทำได้เลย"

    "ลิเวอร์พูล ลงเล่นทุกนัดจนเหมือนกับว่ามันเป็นเกมสุดท้ายของพวกเขา ในขณะที่เราไม่ได้ลงเล่นด้วยความมุ่งมั่นแบบว่า -ถ้าเราไม่ชนะเกมนี้แล้วล่ะก็ เราก็จะเสียแชมป์ลีก- พวกเขา (ลิเวอร์พูล) ลงเล่นทุกเกมในสภาพที่เหมือนกับว่าพวกเขาไม่สามารถแพ้ได้แม้กระทั่งเกมเดียว ส่วนเราไม่ได้ทำอย่างนั้น"

ทำความรู้จัก ซีอีโอคนใหม่ ลิเวอร์พูล ฝีมือไม่ธรรมดา

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหารที่กำลังจะหมดสัญญาหลังหมดเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งคนที่จะรับไม้ต่อคือ บิลลี่ โฮแกน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของสโมสรลิเวอร์พูล

    ชื่อของ โฮแกน อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักสำหรับแฟนบอลเท่าไหร่นัก เพราะงานของเขาคือการทำงานเป็นเบื้องหลังเรื่องเชิงพาณิชย์ ทั้งการเจรจา ดีลสปอนเซอร์, การตลาด ซึ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับ เงิน ๆ ทอง ๆ นั่นแหละคือหน้าที่ของ โฮแกน

    ส่วนความรับผิดชอบของตำแหน่งประธานบริหารของสโมสรนั้น หลังจากที่ มัวร์ เข้ามารับตำแหน่งนี้ต่อจาก เอียน แอร์ ตำแหน่งนี้จะเน้นเรื่องการทำธุรกิจมากกว่าเรื่องฟุตบอล ซึ่งจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องซื้อ-ขายหรือต่อสัญญาผู้เล่น เพราะหน้าที่นี้เป็นของ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์

    สำหรับ โฮแกน ที่จะเข้ามาเป็นซีอีโอคนใหม่ ก็ไม่ได้เป็นคนอื่นคนไกลกับสโมสรเลย เขาทำงานร่วมกับ มัวร์ และมีความสนิมสนมกันอยู่แล้ว

    โฮแกน เคยเป็น ประธานบริหารให้กับบริษัทในเครือของ FSG กลุ่มเจ้าของสโมสร มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องแบรนด์และภาพลักษณ์

    ประสบการณ์ในด้านการพาณิชย์ระหว่าง โฮแกน กับ FSG มีมานานถึง 16 ปี โดยก่อนหน้านั้น โฮแกน ใช้เวลาสั้น ๆ ในการเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายขาย กับบริษัท ANC Sports

    ต่อมาเดือนพฤษภาคม ปี 2012 โฮแกน เข้ามาทำหน้าที่ในสโมสรลิเวอร์พูล ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ดูแลเรื่องการเจรจาธุรกิจและการตลาด

    และพอเดือนมีนาคม ปี 2016 แอร์ ลาออกจากซีอีโอ แล้วตั้ง มัวร์ ขึ้นมาแทน โฮแกน ก็เลื่อนขั้นเป็นกรรมการผู้จัดการควบคู่กับผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ของทีม

    โฮแกน ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ ลอนดอน แต่ก็เดินทางมายัง ลิเวอร์พูล อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และก็บินไปต่างประเทศในคราวที่จำเป็น

    ทุกครั้งที่สโมสรทำการเซ็นสัญญากับสปอนเซอร์ เราจะได้เห็นโฮแกน ร่วมเฟรมอยู่เสมอ เขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังดีลธุรกิจต่างๆที่เกิดขึ้น

    โฮแกน เน้นเรื่องการตลาดโดยเน้นไปทางสื่อโซเชี่ยลที่กำลังได้รับความนิยมเหมาะสมกับยุคปัจจุบันในโลกดิจิตัล ซึ่งรายได้ของ ลิเวอร์พูล ก็มาจากส่วนนี้เหมือนกัน อีกทั้งแฟนบอลก็จะยังมีส่วนร่วมกับสโมสรได้ทุกเมื่อไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน

 

    เมื่อเรื่องในสนามและผลงานเป็นหน้าที่ของ คล็อปป์ และทีมงานสตาฟฟ์ สิ่งที่ โฮแกน พยายามจะทำ นั่นคือการสร้างรายได้และการค้า ซึ่งรายได้นั้นมันก็จะกลับไปยังสโมสร

    ในช่วงที่ โฮแกน ทำงานกับลิเวอร์พูล เขาสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ต่อปีให้กับสโมสรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวถึง 136 ล้านปอนด์ ซึ่งอำนาจทางการเงินที่ดีนี้ช่วยให้เจอร์เก้น คล็อปป์ นำไปใช้ปรับปรุงซื้อผู้เล่นเข้ามาในทีม

    ช่วงที่สัญญาระหว่าง นิว บาลานซ์ กับ ลิเวอร์พูล ใกล้จะหมดลง ก็มีคำถามเกิดขึ้นมาสโมสรจะทำอย่างไรต่อ ซึ่ง โฮแกน ก็เลี่ยงที่จะตอบแบบตรงๆ โดยบอกเพียงว่า "เราจะยังไม่ให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องสัญญาที่จะหมดลง ถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่เราจะมาพูดเรื่องนี้กันอีกที"

    แน่นอนครับ ในดีลกับ ไนกี้ เจ้าใหม่ ล่าสุดนี้ คนที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการเจรจา จนทำให้แบรนด์ระดับโลกเซ็นสัญญาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้กับทีม ซึ่งเป็นไปได้ว่า ลิเวอร์พูล จะได้รับเงินถึงปีละ 80 ล้านปอนด์

 

    "หลังจากได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับสโมสรแห่งนี้มานานเกิน 8 ปี ผมก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้เป็นประธานบริหารของทีม และจะได้สานต่องานอันยอดเยี่ยมที่ทุกคนในองค์กรทำร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ ผมขอขอบคุณ จอห์น (ดับเบิ้ลยู เฮนรี่), ทอม (เวอร์เนอร์) และ ไมค์ (กอร์ดอน) สำหรับโอกาสในครั้งนี้ที่ทำให้ผมได้นำองค์กรเข้าสู่ช่วงต่อไปของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น" โฮแกน กล่าวแบบเป็นเกียรติสุดๆ หลังได้รับตำแหน่งนี้ต่อจาก มัวร์

    แฟนหงส์มั่นใจได้เลยว่า บิลลี่ โฮแกน คนนี้ จะพา ลิเวอร์พูล เดินหน้า ก้าวไกลในด้านธุรกิจ แบบติดปีกแน่นอน

‘อิบรา’คนแรกกดถึง50ลูกทั้งงูใหญ่-มิลาน

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำสถิติเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงได้ถึง 50 ประตูในกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ให้กับสองทีมยักษ์แห่งเมืองมิลานทั้ง อินเตอร์ และ เอซี มิลาน

 ดาวยิงวัย 39 ปีซัดอีก 2 ประตูให้ "ปีศาจแดง-ดำ" ถล่ม ซามพ์โดเรีย 4-1 รวมสอยตาข่ายให้ทีมไปแล้ว 10 ลูกในซีซั่นนี้ และช่วยให้ทีมไม่แพ้มาแล้ว 12 เกมรวมทุกรายการ

 นอกจากนี้เจ้าตัวยังกลายเป็นแข้งคนแรกที่ยิงเกิน 50 ลูกให้กับทั้งสองทีมดังเมืองมิลาน พร้อมทั้งประกาศกร้าวว่ายิ่งแก่ยิ่งหนุ่มเหมือนกัน เบนจามิน บัตตัน ภาพยนต์เรื่องดัง

 "ผมเหมือนนกับ เบนจามิน บัตตัน" ซลาตัน กล่าวกับมิลานทีวี "ผมหนุ่มแน่นอยู่เสมอ ไม่เคยแก่"

 นอกจากนี้ อิบราฮิโมวิช ยังแสดงความยินดีกับ ปิโอลี่ ที่ได้สัญญาใหม่ด้วยว่า "ผมสามารถพูดได้แต่ในแง่ดีเท่านั้น, ผมแฮปปี้กับเขา เพราะเขาทำงานได้อย่างดีเยี่ยม"

 "เขาทำงานภายใต้ความกดดันโดยที่ไม่รู้อนาคต เขาทำได้เป็นอย่างดีและสมควรได้สัญญา เมื่อคุณทำงานหนัก คุณจะได้สิ่งตอบแทนเสมอ"

 "ผมมีความสุขกับเขา เขาสมควรได้มัน มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ง่ายเลย ทีมเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างมากและให้ผมก็เคารพเขา"

ทูเคิลรับต้องพึ่งปาฏิหาริย์เอ็มบัปเป้ฟิตทันบู๊ UCL

กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช ยอมรับว่าคงต้องเพิ่งปาฏิหาริย์ให้แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสหายเจ็บลงสนามในเกมชี้ชะตา UCL

โทมัส ทูเคิล กุนซือของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอมรับว่าคงต้องเพิ่งปาฏิหาริย์ให้ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ หายเจ็บลงสนามในเกมชี้ชะตา UCL

แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าหลังโดน โลอิค แปร์แร็ง กองหลังของ แซงต์ เอเตียน เสียบในจังหวะที่กำลังจะแตะบอลเข้าหาเขตโทษ จนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

โดยเบื้องต้น เอ็มบัปเป้ ต้องพักราว 3 สัปดาห์ ซึ่งทำให้หมดสิทธิ์ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศเฟร้นช์ ลีก คัพ ที่จะพบกับโอลิมปิก คืนวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม รวมถึงเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีม ที่จะพบกับอตาลันต้า คืนวันพุธที่ 12 สิงหาคมค่อนข้างแน่นอนแล้ว

"มันจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญกับเรามาก แต่ผมหวังว่าเราจะหาทางแก้ปัญหาได้" ทูเคิล เผย

"เรรายังหวังแบบนั้น (เอ็มบัปเป้หายทันเจออตาลันต้า) แต่โอกาสมันน้อยมาก ๆ ในทุก ๆ วันที่ผานไปเหมือนรอคอยปาฏิหาริย์ แต่วันพรุ่งนี้เราต้องปรับตัวกับทีมที่ไม่มีคิลิยัน"

แมนยูอย่าช้า!จีนาสชี้ใครเหมาะยืนเซนเตอร์คู่แม็กไกวร์

ท่ามกลางกระแสข่าวการเสริมทัพในแดนหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด เจอร์เมน จีนาส อดีตมิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ก็แสดงความเห็นว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น เหมาะกับการเป็นคู่หูของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แถมยังเป็นดีลที่คุ้มค่าสุดๆ จากการที่ตอนนี้ แฟร์ต็องเก้น เป็นนักเตะไร้สังกัด
    เจอร์เมน จีนาส อดีตกองกลางชาวอังกฤษ แสดงความเชื่อว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น กองหลังไร้สังกัด จะเป็นคู่หูที่ดีของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    แฟร์ต็องเก้น เพิ่งหมดสัญญากับ สเปอร์ส จนทำให้ตอนนี้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะไร้สังกัด โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแข้งวัย 33 ปีจะไปเล่นให้ทีมไหนต่อ ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีข่าวว่ากำลังมองหาเซนเตอร์แบ็กสักคนเพื่อมาเป็นคู่หูของ แม็กไกวร์ หลังจากที่ทั้ง แม็กไกวร์ และ ลินเดอเลิฟ 2 เซนเตอร์แบ็กตัวหลักของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างก็เป็นคนที่มีสไตล์การเล่นแบบเดียวกัน จนทำให้มีจังหวะผิดพลาดในบางครั้ง

    จีนาส เผยว่า "ผมตามชมเขาอยู่เสมอ แต่ขอโทษทีนะที่ผมต้องขอบอกอีกครั้งว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น ที่เป็นนักเตะไร้สังกัดน่ะเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟของฟรีที่ดีที่สุดในตอนนี้เลย ถ้าคุณทำให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปยืนเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟฝั่งขวาได้ และหาเซนเตอร์ฮาล์ฟที่เล่นกับบอลได้จริงๆ ไปยืนเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟฝั่งซ้ายได้แล้วล่ะก็ มันก็จะมีผลกับทีม แม้ว่ามันจะมีผลนิดหน่อยแต่มันก็อาจจะเปลี่ยนหลายอย่างให้พวกเขาได้เลย แถมตอนนี้เขาก็เป็นนักเตะไร้สังกัดอีก"

    "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้ดีว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาจะมีแผนที่เหมาะกับทีม แต่ในด้านเกมรับแล้วพวกเขายังอยู่ห่างจากคำว่าทำได้ดีไปเยอะเลย ผมรู้ดีว่าเขา (แฟร์ต็องเก้น) เก่งแค่ไหน ผมงงสุดๆ ในทุกครั้งที่เขาทำได้เพียงนั่งดูเกมอยู่บนอัฒจันทร์ เพราะผมรู้ดีว่าเขาเป็นนักเตะที่เก่งแค่ไหน ผมเคยเล่นร่วมกับเขามาแล้ว ผมเคยเห็นเขาเล่นด้วยตาตัวเอง และตอนนี้เขาก็เป็นนักเตะแบบไร้ค่าตัวอีก มันเป็นดีลที่สมเหตุสมผลสุดๆ"

ไม่ต่อสัญญา!ประธานบริหารเตรียมแยกทางกับลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล ทำการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งประธานบริหาร หลังจากไม่ต่อสัญญากับ ปีเตอร์ มัวร์ โดยที่ บิลลี่ โฮแกน คนที่ทำให้ทีมได้เซ็นสัญญากับ ไนกี้ จะขึ้นมารับงานต่อจากเขา

    ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหาร ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมที่จะต้องแยกทางกับทีมหลังหมดเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่ผู้บริหารของ "หงส์แดง" ตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับเขา

    มัวร์ เข้ามาเป็นซีอีโอของทีมต่อจาก เอียน แอร์ เมื่อปี 2017 และการดำเนินงานของเขาก็มีส่วนทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกด้วย หากอ้างอิงจาก แบรนด์ ไฟแนนซ์ หน่วยงานด้านการประเมินมูลค่าขององค์กรต่างๆ หลังจากที่ล่าสุดมูลค่าของ ลิเวอร์พูล แตะหลัก 1.143 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 45,720 ล้านบาท) โดยที่ มัวร์ ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นแฟนบอลตัวยงของ ลิเวอร์พูล เช่นกัน

    ทั้งนี้ มัวร์ กล่าวผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ลิเวอร์พูล ว่าที่จริงไม่เคยฝันมาก่อนด้วยซ้ำว่าจะประสบความสำเร็จกับทีมได้ถึงขนาดนี้ และตนก็จะจดจำความทรงจำที่สร้างร่วมกับ ลิเวอร์พูล ไปตลอดกาล "มันเหนือกว่าความฝันที่ผมฝันเอาไว้ซะอีกที่เราได้ทั้งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และ พรีเมียร์ลีก ในช่วงที่ผมทำงานร่วมกับทีม มันเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของผู้จัดการทีม, นักเตะ และเหล่าสตาฟฟ์ ทีมชุดนี้สมควรได้รับคำชมและการยกย่องอย่างเต็มที่ ผมจะจดจำความทรงจำเหล่านี้ไปตลอดกาล"

    สำหรับคนที่จะเข้ามารับงาน ซีอีโอ ลิเวอร์พูล ต่อจาก มัวร์ ได้แก่ บิลลี่ โฮแกน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการที่เป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงฝ่ายการตลาดของ ลิเวอร์พูล และมีส่วนทำให้ทีมได้เซ็นสัญญากับสปอนเซอร์หลายเจ้า โดยว่ากันว่าเขาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเจรจากับ ไนกี้ จนทำให้บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกเซ็นสัญญาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งข้อเสนอนี้จะทำให้ทีมดังแห่งถิ่น แอนฟิลด์ ได้รับเงินจาก ไนกี้ ปีละ 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    ด้าน โฮแกน เผยว่ารู้สึกเป็นเกียรติสุดๆ ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญระดับนี้ "หลังจากได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับสโมสรแห่งนี้มานานเกิน 8 ปีแล้วน้น ผมก็ถือว่ามันเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้เป็นประธานบริหารของทีม และจะได้สานต่องานอันยอดเยี่ยมที่ทุกคนในองค์กรทำร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ ผมขอขอบคุณ จอห์น (ดับเบิ้ลยู เฮนรี่), ทอม (เวอร์เนอร์) และ ไมค์ (กอร์ดอน) สำหรับโอกาสในครั้งนี้ที่ทำให้ผมได้นำองค์กรเข้าสู่ช่วงต่อไปของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น"

ผี, สิงห์, สุนัขจิ้งจอก ! สิ่งที่ 3 ทีมต้องทำในเกมสุดท้ายเพื่อยึดท็อปโฟร์

ความเข้มข้นของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังไม่จบแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะผงาดคว้าแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว และมีการมอบโทรฟี่แชมป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะการลุ้นอันดับท็อปโฟร์เพื่อโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องวัดกันในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2019/2020

    สำหรับตอนนี้ 3 ทีมที่ลุ้นโควตาสำคัญได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยในแมตช์สุดท้ายมีความหมายอย่างมาก เพราะหากทีมใดทีมหนึ่งพลาดพลั้ง นั่นหมายความว่าโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงไปโชว์เพลงแข้งในเกมถ้วยใบโตยุโรป ต้องรอไปอีก 1 ซีซั่นเลยทีเดียว

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จองโควตาไปแล้ว 2 ที่นั่น ฉะนั้นเหลืออีกแค่ 2 ที่นั่น แน่นอนว่าจะต้องมี 1 ทีมที่ต้องอกหัก ซึ่งจะต้องหล่นไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แทน โดยในเกมนัดรองสุดท้ายต้องยอมรับว่าทั้ง 3 ทีมทำแต้มหลุดมือกันหมด   

    ทัพ "ปีศาจแดง" ทำได้เพียงแค่เสมอกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่ง 1 คะแนนในเกมนี้คุ้มค่าอย่างมากกับทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ เพราะเป็นการันตีว่า "เดอะ แฮมเมอร์ส" อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ทำให้ต้องมาลุ้นเหนื่อยในเกมสุดท้าย

    ขณะที่ เชลซี ของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด บุกไปโดน "เดอะ เร้ดส์" สอยมันสกอร์ 3-5 พร้อมกับชมการฉลองแชมป์อย่างมีความสุขของทัพ "หงส์แดง" ที่สนามแอนฟิลด์ แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือการแพ้ในแมตช์นี้ทำให้ "สิงห์บลูส์" ต้องหล่นมาอยู่ในอันดับ 4

 

    สำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเกมล่าสุดพวกเขาแพ้ต่อ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-3 ทำให้สถานการณ์ค่อนข้างเป็นรองทั้ง 2 สโมสร เพราะ "สุนัขจิ้งจอก" หลุดมาอยูที่ 5 และที่สำคัญเกมสุดท้ายพวกเขาต้องรับมือ แมนฯ ยูไนเต็ด ซะด้วย

    ฉะนั้นในเวลานี้สิ่งที่ทั้ง 3 สโมสรจำเป็นต้องทำในเกมสุดท้าย เพื่อที่จะคว้าอันดับไปเล่นฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปคืออะไร ? ต้องมาพิจารณาดูกัน……

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)

    สำหรับตอนนี้ต้องบอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างถือไฟ่เหนือกว่าอีก 2 ทีมเพราะพวกเขาอยู่อันดับ 3 โดยมี 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" โดยในแมตช์สุดท้าย "ผีแดง" ต้องเดินทางไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้

    ในแมตช์นี้เป็นเกมที่จะพิสูจน์ฝีมือของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในการวางหมากเพื่อรับมือกับ "เดอะ ฟ็อกซ์" โดยในเวลานี้ "ปีศาจแดง" มีคะแนนเหนือทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น กระนั้นหากพวกเขาบุกไปแบ่งแต้มที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก็เพียงพอที่จะรั้งอันดับท็อปโฟร์เพื่อไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021

    อย่างไรก็ตามหากเกิดฟ้าถล่มดินทลาย เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย โดน เลสเตอร์ สอย งานนี้พวกเขาก็อาจจะยังมีลุ้นคว้าโควตาลุยเกม "บิ๊กเอียร์" แต่มีข้อแม้ว่าต้องลุ้นให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแต้มก็ยังคงเท่าเดิม แต่ "เร้ด เดวิลส์" ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตูได้เสีย
 
เชลซี VS วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ (เหย้า)

 

    สถานการณ์ของทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูเหมือนจะดี เพราะพวกเขารั้งอันดับ 4 มีแต้มเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ 1 คะแนน แต่หากมององค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำคัญมากๆ นั่นก็คือประตูได้เสีย ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นรองทั้งสองทีม เพราะพวกเขา +13 ขณะที่ "ผีแดง" กับ "เดอะ ฟ็อกซ์" +28 เท่ากัน

    หลังจากที่โดน "เดอะ เร้ดส์" ถลุงยับไม่นับญาติงานนี้ "แลมพ์ส" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระตุ้นลูกทีมในการเล่นเกมสุดท้ายของซีซั่นที่บ้านตัวเอง เพราะการรับมือ วูล์ฟส์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจาก "หมาป่า" ยังคั่วอันดับไปเล่นยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฉะนั้นพวกเขาต้องพยายามชนะเจ้าบ้านเพื่อยึดอันดับ 6 ให้มั่น

 

    ในกรณีที่ เชลซี ทำได้เพียงแค่เสมอ วูล์ฟส์ ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขายึดท็อปโฟร์ หาก เลสเตอร์ ไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่หากเกิดกรณีที่พวกเขาแพ้ผู้มาเยือน แต่ก็อาจจะได้ไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ในกรณีที่ "ปีศาจแดง" ชนะ "เดอะ ฟ็อกซ์"
   
เลสเตอร์ ซิตี้ VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

 

    แมตช์นี้ "เดอะ ฟ็อกซ์" เปิดรังรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายเดียวที่พวกเขาคิดในเวลานี้ก็คือการต้องคว้าชัยชนะให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสนใจเกมระหว่าง เชลซี พบ วูล์ฟส์ เพราะพวกเขาจะซิวโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที

    แน่นอนว่า 3 คะแนนจะเป็นการการันตีท็อปโฟร์ให้กับ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ แต่หากในกรณีที่ทำได้เพียงแค่เสมอทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์โซลชา ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้โอกาสกลับไปลุยฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปเช่นเดียวกัน

 

    หาก เลสเตอร์ ได้ 1 คะแนนจาก แมนฯ ยูฯ และ เชลซี โดน วูล์ฟส์ บุกมาสอยถึง "เดอะ บริดจ์" นั่นจะทำให้ เลสเตอร์ ยึดอันดับ 4 ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะทั้งสองทีมยิงประตูได้เท่ากันที่จำนวน 67 ลูก แต่ "เดอะ ฟ็อกซ์" เสียประตูน้อยกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาได้เปรียบตรงจุดนี้

    ฉะนั้นในเกมสุดท้ายของซีซั่น สาวก "เร้ด อาร์มี่", "สิงห์บลูส์" และ "เดอะ ฟ็อกซ์" ยังคงได้มีเรื่องให้ลุ้นหัวใจระส่ำ ส่วนผลจะออกมาเป็นยังไง เดี๋ยวก็ได้รู้กันในสุดสัปดาห์นี้

เปลี่ยนแค่ไหน?ตารางพรีเมียร์ฯหากไม่ใช้วีเออาร์

แมนฯ ยูไนเต็ด จะอดไป แชมเปี้ยนส์ ลีก! ดูกันเล่นๆ หาก พรีเมียร์ลีก ไม่มีการนำ วีเออาร์ มาใช้ในฤดูกาลนี้ ตารางคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร
     เดอะ ไทม์ส สื่ออังกฤษ ลองคำนวณตารางคะแนนของศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 ที่จบลงไปเรียบร้อย หากไม่มีการใช้เทคโนโลยี วีเออาร์ โดยแชมป์จะยังคงเป็นของ ลิเวอร์พูล เหมือนเดิม แต่จะมีคะแนนลดลง 5 แต้ม ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะอดไปเล่นในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
   
    นี่นับเป็นฤดูกาลแรกที่ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเอาระบบ วีเออาร์ มาใช้ ด้วยเป้าหมายว่าจะช่วยทำให้การตัดสินมีความถูกต้องขึ้น แต่ก็มีหลายครั้งที่แฟนบอลยังมองว่ามีความผิดพลาด และน่ากังขาเหมือนเดิม

    ตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก หากไม่มี วีเออาร์

 

ลินการ์ดขโมยซีนทดเจ็บ! แมนยูมีเฮงบุกอัดเลสเตอร์10ตัว จบที่3ตีตั๋วลุยชปล.

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเก็บชัยเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เหลือผู้เล่น 10 คนช่วงท้ายเกม ด้วยสกอร์ 2-0 ทั้งที่รูปเกมเป็นรอง โดยได้ประตูจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ เจสซี่ ลินการ์ด ลงมาซัดปิดกล่องช่วงทดเจ็บ ส่งให้ "ปีศาจแดง" จบด้วยการคว้าอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นหน้าได้สำเร็จ ส่วนทีม "จิ้งจอก" จบด้วยการคว้าอันดับ 5 ได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่มซีซั่นหน้าแทน

    ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 เป็นการแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาล แข่งขันพร้อมกัน 10 คู่ 10 สนาม โดยคู่ที่น่าสนใจอยู่ที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าถิ่นทีมอันดับ 5 เปิดบ้านรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 3 ของตารางโดยเกมนี้เป็นการเดิมพันโควต้าลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ จิ้งจอก พาทีมแพ้ 2 จาก 3 เกมล่าสุดโดยสัปดาห์ก่อนโดน สเปอร์ส สอยไป 3-0 ที่ ลอนดอน นี่คือนัดสำคัญสุดยอด ซึ่ง เลสเตอร์ ต้องการชัยชนะเพื่อจะการันตีการติดอันดับท็อปโฟร์ของพวกเขา เกมนี้ขาดผู้เล่นตัวหลักหลายรายโดยฝากความหวังไว้ที่สองกองหน้าอย่าง คิเลชี่ อิเฮนาโช่ และ เจมี่ วาร์ดี้ ลงล่าตาข่าย

    ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ ปีศาจแดง พาทีมไม่ชนะ 2 เกมติดต่อกัน โดยแพ้ เชลซี 1-3 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก ตามด้วยการไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 ในบ้านตัวเองนัดล่าสุด เกมนี้ขุนผู้เล่นชุดดีที่สุดลงสนามเช่นเคยแนวรุกนำมาโดย  เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    เปิดฉากครึ่งแรกมา แมนยู เดินหน้าบุกเข้าใส่ทันที ส่วน เลสเตอร์ หวังใช้โอกาสโต้กลับและมาเรียกใบเหลืองแรกได้ก่อนเมื่อ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ตามขึ้นมาพุ่งสกัดใส่ เคเลชี่ อิเฮนาโช่ บริเวณกลางสนามโดนใบเหลืองตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาทีแรก

    จากนั้น เลสเตอร์ เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้มีโอกาสขึงบุกใส่อยู่พักใหญ่ และได้โอกาสใกล้เคียงที่จะขึ้นนำ ใน นาที 14 จากจังหวะที่ เนมันย่า มาติช พลาดเสียบอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะโดน วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ได้ซัดบอลพุ่งเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

    เจ้าถิ่นได้ลุ้นต่อเนื่องใน นาที 17 ลุค โธมัส ได้ครอสจากริมเส้นฝั่งซ้ายบอลเลยมาถึง มาร์ค อัลไบรท์ตัน เก็บตกได้ที่เสาไกลก่อนจะหวดด้วยขวาแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    ทีม "จิ้งจอก" ยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 25 เคเลชี่ อิเฮนาโช่ ได้โซโล่มาคนเดียวจากกลางสนาม ก่อนจะตัดสินใจยิงเองบริเวณหัวกระโหลกแต่โดนไม่เต็ม แต่ ดาบิด เดเคอา กลับโชว์ลูกหวาดเสียวพุ่งรับง่ายๆไม่อยู่บอลกระเฉาะออกมา เจมี่ วาร์ดี้ พยายามตามเข้ามาซ้ำแต่ถูกจับล้ำหน้าไปก่อน

    จากนั้น นาที 33 แมนยู เกือบที่จะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนเมื่อ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หลุดไปยิงส่งบอลตุงตาข่ายไปแล้วแต่ผู้ช่วยยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน

    นาทีถัดมา เลสเตอร์ ได้สวนกลับมาทันควันเกือบขึ้นนำอีกครั้งเมื่อ ยูริ ตีเลอมันส์ ได้วางเท้ายิงเล่นทางในเขตโทษบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    ท้ายครึ่งแรก นาที 42 แมนยู ได้โอกาสจบสกอร์แบบจะแจ้งสุดๆ มาคัส แรชฟอร์ด ได้บอลในเขตโทษพยายามแปเล่นทางไปเสาไกลแต่บอลออกไปแบบไม่ได้ลุ้น

    ครึ่งหลังเกมกลายเป็นของ เลสเตอร์ ที่ได้ขึงบุกใส่ได้มากกว่า นาที 63 เจมี่ วาร์ดี้ เก็บตกจากจังหวะฟรีคิกที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งสกัดออกมาไม่ขาดฮวดสวนไปตูมเดียวบอลเหินข้ามคานออกไป

    อย่างไรก็ตาม แมนยู ที่เกมเป็นรองกลับได้จุดโทษจากจังหวะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเดี่ยวแล้ว เวส มอร์แกน และ จอนนี่ อีแวนส์ พุ่งเสียบสกัดจากด้านหลังไม่โดนบอลผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนจะเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ แมนยู ขึ้นนำ 1-0

    นาที 75 เลสเตอร์ หวิดตามตีเสมอ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ ตัวสำรองกลับตัวซัดด้วยซ้ายระยะไม่กี่หลาแต่บอลไม่มีน้ำหนักเข้ามือ เด เคอา รับสบาย

    จากนั้น เลสเตอร์ กระหน่ำบุกใส่อย่างหนัก และเกือบตามตีเสมอ ใน นาที 83 เมื่อ เดเมอไร เกรย์ ลากตัดเข้าในแล้วกดด้วยซ้ายบอลไปแฉลบแนวรับ แมนยู ออกหลังไปนิดเดียว

    สถานการณ์ของ เลสเตอร์ ย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อ จอนนี่ อีแวนส์ โดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม ในช่วงทดเจ็บ นาที 90+4

    แต่ถึงกระนั้นช่วงทดเจ็บ 90+8 แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล พยายามเลี้ยงหลบ เจสซี่ ลินการ์ด นอกเขตโทษ แต่พลาดโดนมิดฟิลด์ชาวอังกฤษฉกเข้าไปยิงง่ายๆให้ แมนยู นำ 2-0

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ส่งให้ "ปีศาจแดง" จบด้วยการคว้าอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นหน้าได้สำเร็จ ส่วนทีม "จิ้งจอก" จบด้วยการคว้าอันดับ 5 ได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่มซีซั่นหน้าแทน

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, เวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน (เดเมอไร เกรย์ น.73), วิลฟรีด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลอมันส์ (ฮาร์วีย์ บาร์นส์ น.73), ฮัมซ่า เชาฮ์รี่ (ดาเนียล ปราท น.73), ลุค โธมัส – เคเลชี่ อิเฮนาโช่ (อโยเซ่ เปเรซ น.58), เจมี่ วาร์ดี้

แมนฯยูไนเต็ด : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด (เจสซี่ ลินการ์ด น.77), บรูโน่ แฟร์นันด์ส (สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ น.86), มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

ไม่โทษใคร! “แลมพาร์ด” รับเชลซีไม่ดีพอเอง

 แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ระบุ "สิงห์บลูส์" ไม่ดีพอจริงๆ หลังพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบชิงฯ พร้อมจวกลูกทีมที่ไม่ยอมสานต่อฟอร์มดีๆ ในช่วงต้นเกม

     แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เผยว่า ทีมตนเล่นกันไม่ได้เรื่องเอง หลังจากที่ทัพ "สิงห์บลูส์" พลิกพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

     เชลซี ทำท่าว่าจะไปได้สวย หลังออกสตาร์ทได้ดี ด้วยการได้ประตูขี้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากการยิงของ คริสเตียน พูลิซิช ทว่านาทีที่ 28 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาดของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมอยอง

     จากนั้นช่วงครึ่งหลัง ในนาทีที่ 67 กลายเป็น "ไอ้ปืนใหญ่" ที่ได้ประตูพลิกขึ้นนำ จากลูกยิงสุดเหนือชั้นของ โอบาเมยอง เจ้าเก่า และสถานการณ์ของ "สิงห์บลูส์" ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะในนาทีที่ 73 พวกเขาต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน หลัง มาเตโอ โควาซิช โดนไล่ออก จากการได้รับใบเหลืองที่สอง และสุดท้ายจบเกมด้วยการเป็นฝ่ายปราชัย

         "เราทำได้ดีช่วง 15 นาทีแรก ซึ่งเราทำประตูได้ และสร้างโอกาสได้เพียบ แต่เราคงทำได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมสานต่อ เกม เอฟเอ คัพ นัดชิงฯ มันไม่ใช่เกมที่เราจะมาเดินเล่น เราปล่อยให้พวกเขากลับมาสู่เกม ซึ่งเมื่อคุณทำแบบนี้ มันก็ยากที่คุณจะกลับมาสู่เกม เราเล่นกันไม่ดีพอที่จะคว้าชัยชนะในเกมรอบชิงฯ ครั้งนี้" กุนซือวัย 42 ปี เปิดใจหลังเกม